การจัดการศึกษายุคปัจจุบันส่งเสริมให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

การศึกษาในปัจจุบัน โลกมีการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาอย่างต่อเนื่องมีการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีต่างๆ มากมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ซึ่งผลที่ได้จากการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้นอกจากเกิดประโยชน์อันมากมายแล้วยังมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนในด้านสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ความรุ่งเรืองของเทคโนโลยีต่าง ๆซึ่งการส่งเสริมให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี พอเพียงกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญดังนั้นในการพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขนั้น ชุมชนมีความสำคัญเป็นอย่างในการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ยัง จะช่วยให้คนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างแท้จริงสามารถดำรงอยู่ซึ่งวัฒนธรรม และวิถีชีวิตตามสภาพของแต่ละท้องถิ่นได้

สำหรับการศึกษาของไทยในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและวิถีการดำรงชีวิต ดังนั้นภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดการศึกษาของชาติ เพราะโรงเรียนถือเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และชุมชนถือเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณค่า ดังนั้นสถานศึกษาแต่ละแห่งจึงได้มีการนำเอาวิถีชีวิต หรือทรัพยากรที่มีในชุมชน มาใช้ในการจัดเรียนการสอน มีการนำคนในชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาหลักสูตรให้เป็นหลักสูตรท้องถิ่น สอดคล้องและเหมาะสมในการพัฒนาคนในท้องถิ่นนั้น ๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินผลการจัดการศึกษาที่มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นและผู้รู้ในชุมชนมาร่วมกำหนดแนวทางการจัดการเรียนการสอน เพราะผู้เรียนจะได้เรียนรู้อย่างแท้จริง โดยมีบุคลากร ทรัพยากรและภูมิปัญญาที่สืบทอดซึ่งเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีค่า ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ และรู้ถึงคุณค่าในการศึกษา คิดเป็น ทำเป็น สามารถประยุกต์สิ่งที่ได้จากการเรียนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในชุมชนได้ เกิดการเรียนรู้ในทุก ๆ ที่ และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

จะเห็นได้ว่าการศึกษาในปัจจุบันนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่การศึกษานั้นจะต้องมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ถึงวิถีการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะนำมาวิเคราะห์ ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

การพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างอาชีพนักออกแบบผลิตภัณฑ์

การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ให้ดีจะช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้า

นักธุรกิจบางรายเชื่อว่าการออกแบบบรรจุภัณฑ์ถือเป็นเครื่องสำอางที่ตกแต่งให้สินค้าสวยงาม โดยต้องหาเอกลักษณ์ของสินค้าของตนให้เจอก่อนเป็นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก เพราะภาพลักษณ์ภายนอกของผลิตภัณฑ์สำคัญกับการอยู่รอดในตลาดมากพอๆกับคุณสมบัติภายในของสินค้าชนิดนั้น เนื่องจากภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่มีการแสดงออกผ่านชื่อการค้า โลโก้ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และสโลแกนของสินค้า รวมถึงการดีไซน์เว็บไซต์ สิ่งเหล่านี้ช่วยบ่งบอกถึงแนวทางของสินค้าอย่างชัดเจน

การออกแบบผลิตภัณฑ์คือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง โดนใจ ไม่จำเจ จากการนำกระบวนการคิดสร้างสรรค์ทั้งในเชิงสุนทรีย์และในเชิงพานิชย์  ปลูกถ่ายความรู้และความเข้าใจในกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อตอบสนองช่องว่างและสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งในระดับอาเซียนและในระดับสากล การสร้างอาชีพนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นซึ่งสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์และสำรวจความต้องการของผู้ใช้ประกอบกับแนวคิดนอกกรอบที่ไม่ถูกจำกัดอยู่ในคำว่าเป็นไปไม่ได้ หากแต่สร้างความ เป็นไปได้ โดยอาศัยทิศทางของเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในปัจจุบันและในอนาคตเป็นตัวบ่งชี้อีกด้วย

การออกแบบผลิตภัณฑ์มีความสำคัญต่อการพัฒนาธุรกิจสู่ความเป็นสากล เนื่องจากจะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และยังสามารถลดต้นทุนในการผลิตทำให้มีผลกำไรมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันทางด้านการตลาดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และบริษัทสู่การสร้างตราสินค้าของตนเองให้เป็นที่ยอมรับได้ เป็นการออกแบบภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ การสร้างเครื่องหมายภายนอกเพื่อสร้างรากฐานในจิตใจ การออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นการเพิ่มงบโฆษณาให้สินค้า

เป้าหมายสำคัญของการออกแบบผลิตภัณฑ์

1. ความสำคัญในด้านคุณค่าทาง ศิลปะ งานออกแบบที่ดีทำให้ผลิตภัณฑ์ มีความงามดึงดูดใจ สามารถตอบสนอง รสนิยมของผู้บริโภคได้
2. มีประสิทธิภาพทางอุตสาหกรรม มีการเลือกวัสดุที่ดีเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลงทุนน้อยแต่มีปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น
3. มีคุณภาพทางการบริโภค ผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบที่ดี มีการใช้วัสดุที่ดีมีกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
4. มีศักยภาพในการแข่งขันทางพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ที่มีความงาม ความคงทนและความปลอดภัยจะเป็นที่ต้องการของตลาด
5. มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เมื่อบริษัทมีกำไรจากการขายผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบที่ดี บริษัทจะนำผลกำไรมาลงทุนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
6. มีศักยภาพในการรักษาลูกค้าเดิม การปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิมหรือการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวพันกันขึ้นด้วยการออกแบบที่ดีจะช่วยให้บริษัทสามารถรักษาลูกค้าเดิมไว้ได้

การศึกษาด้านการตลาดเพื่อการดำเนินชีวิต

ยุคสมัยปัจจุบันนี้การตลาดมีความสำคัญต่อองค์กรธุรกิจ

คือ เป็นกิจกรรมที่สร้างรายได้และกำไรให้กับองค์กร อันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า สามารถลดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำลงได้จากการผลิตและช่วยให้นักธุรกิจมีความคิดริเริ่มและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ความสำคัญของการตลาดที่มีต่อสังคมคือ กาตลาดจะช่วยเพิ่มมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชากร การที่ประเทศให้ความสำคัญต่อหน้าที่ทางการตลาด จะช่วยก่อให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจอันเป็นผลต่อการเพิ่มมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชากรในท้องถิ่นนั้นก่อให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น ส่วนความสำคัญของการลาดที่มีต่อเศรษฐกิจคือ การตลาดจะช่วยสร้างความต้องการซื้อในสินค้าและบริการต่างๆ

เนื่องจากการดำเนินธุรกิจมีความยากลำบากเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตมาก ทั้งนี้เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนคู่แข่งในธุรกิจประเภทต่างๆที่นับวันแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละธุรกิจก็ต่างที่จะพยายามนำกลยุทธ์ต่างๆมาใช้ เพื่อทำให้ธุรกิจของตนประสบความสำเร็จมากที่สุด ดังนั้นการตลาดก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญของความสำเร็จและความก้าวหน้าในการดำเนินธุรกิจทุกขนาดและทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ ธุรกิจการผลิตสินค้าหรือการให้บริการธุรกิจที่มุ่งหวังกำไร หรือธุรกิจที่ไม่หวังผลกำไร รัฐวิสาหกิจ องค์การเอกชน หรือหน่วยงานรัฐบาล

การดำรงชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั้งหลาย

ในปัจจุบันจะหลีกเลี่ยงการเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆทางการตลาดได้ยากมาก ผู้บริโภคต้องทำกิจกรรมในการซื้อสินค้าและบริการต่างๆอยู่ตลอดเวลา หากสินค้าและบริการต่างๆที่ผลิตขึ้นมานั้นไม่มีระบบตลาดเข้ามาจัดการสินค้าและบริการต่างๆจะไม่ถึงมือผู้บริโภค ผลที่ตามมาก็จะทำให้ประชาชนและสังคมได้รับความเดือดร้อน สภาพเศรษฐกิจก็จะไม่เจริญเติบโต ความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตและดำเนินธุรกิจก็จะไม่เกิดขึ้น จึงกล่าวได้ว่าการตลาดมีความสำคัญที่มีต่อสังคมและบุคคล

การตลาดเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนด้วยการสร้างสมดุลระหว่างแรงดึงและแรงดัน กล่าวคือความต้องการซื้อและความต้องการขาย นอกจากนี้การตลาดสร้างความปรารถนาด้วยการสร้างอารมณ์ ความหวัง ความกลัว และความฝันอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างอันส่งผลให้เกิดการบริโภคอันเป็นการสร้างอุปสงค์นั่นเอง กล่าวคือการตลาดเอื้ออำนวยเศรษฐกิจ หรือการตลาดมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งบทบาทความสำคัญของการตลาดต้องการสร้างโอกาสให้ผู้ผลิตหรือเจ้าของสินค้าหรือผู้บริโภคได้มีโอกาสพบกันเพื่อและเปลี่ยนสินค้าและบริการตามความพอใจ บทบาทในฐานะตัวเชื่อมโยงนี้เป็นการแก้ปัญหาความแตกต่างระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคในด้านสถานที่ เวลา ข้อมูล มูลค่าของสินค้าหรือบริการ

การจัดทำแผนธุรกิจในระบบการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา

การจัดทำแผนธุรกิจ (Business plan) ในระบบการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาของประเทศไทย โดยจะมีวิชาเกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การจัดทำแผนการตลาดในวิชาการตลาด และการจัดทำแผนกลยุทธ์ในวิชาการวางแผนกลยุทธ์ แต่ทว่าในปัจจุบันที่แผนธุรกิจถือ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการขอรับการสนับสนุนทางการเงิน จากธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ทำให้หัวข้อเกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อ หรือหลักสูตรหนึ่งในการเรียนการสอน โดยเฉพาะในคณะ หรือภาควิชาด้านธุรกิจ เช่น การตลาด การบริหารธุรกิจ หรือแม้แต่ภาควิชาอื่นๆที่แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นภาควิชาด้านธุรกิจโดยตรงก็ตาม รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่ได้จัดให้มีการอบรมด้านการจัดทำแผนธุรกิจ แต่เนื่องจากการที่ไม่เคยมีหลักสูตรเกี่ยวกับ การจัดทำแผนธุรกิจมาก่อน รวมถึงการขาดความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ และการใช้ประโยชน์ของแผนธุรกิจในเชิงธุรกิจ ที่มิใช่ในเชิงของการศึกษาด้านการวางแผน ทำให้มีการใช้เนื้อหาของการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ แผนการตลาด แผนกลยุทธ์ ซึ่งถือเป็นวิชาเรียนเดิมที่มีอยู่ในภาควิชาบริหารธุรกิจในสถาบันการศึกษา นำมาประยุกต์ใช้โดยถือว่าเป็นแผนธุรกิจ เนื่องจากมีข้อมูล หรือรายละเอียดหลายๆส่วน ที่เหมือนกับรายละเอียดของแผนธุรกิจที่จำเป็นต้องระบุไว้

แต่ละสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานต่างๆ อาจเลือกรูปแบบเนื้อหาของแผนต่างๆ ในวิชาที่แตกต่างกัน มาปรับใช้ใน การสอน หรือการอบรมเกี่ยวกับการจัดทำแผน ธุรกิจ ทำให้รูปแบบของแผนธุรกิจในแต่ละสถาบันการศึกษา หรือของหน่วยงานต่างๆจะมีรูปแบบของแผนธุรกิจที่แตกต่างกัน โดยบางแห่งมีลักษณะใกล้เคียงกับ การศึกษาความเป็นไปได้ ของโครงการ บางแห่งมีรูปแบบใกล้เคียงกับแผนการตลาด และในบางแห่งมีรูปแบบใกล้เคียงกับแผนกลยุทธ์ รวมถึงกรณีที่ธนาคาร หรือสถาบันการเงินรวมถึงหน่วยงานต่างๆ ได้มีการกำหนดรูปแบบของแผนธุรกิจตามวัตถุประสงค์ หรือความต้องการเฉพาะสำหรับ ของหน่วยงานตน จึงอาจมีการเพิ่มเติม หรือขยายรายละเอียดในหัวข้อของแผนธุรกิจขึ้นไปอีก เช่น เพิ่มเติมในส่วนแผนปฏิบัติการ (Action plan) แผนประเมินความเสี่ยง (Risk assessment plan) หรือบางแห่งยังเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินตนเอง (Self assessment) หรือการประเมินเกี่ยวกับความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบการเข้ามาในตัวแผนธุรกิจที่กำหนดขึ้น ซึ่งแผนธุรกิจจาก สถาบันการศึกษา หรือจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินดังกล่าวนี้ ได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่ผู้ประกอบการในวงกว้าง จนทำให้เข้าใจว่า เป็นรูปแบบมาตรฐานของแผนธุรกิจ แต่จากการเพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆเหล่านี้ในแผนธุรกิจของแต่ละหน่วยงาน หรือสถาบันการเงิน ที่กำหนดขึ้นนี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อเสียหาย หรือไม่สามารถนำมาใช้เป็นแผนธุรกิจได้แต่อย่างใด ซึ่งจากการที่การขาดความเข้าใจ ถึงข้อแตกต่าง ระหว่างแผนธุรกิจกับแผนประเภทอื่นๆอย่างชัดเจนนี่เอง ทำให้ในบางครั้งแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นมีข้อมูลบางส่วน ที่ไม่มีความจำเป็น หรือไม่มีประโยชน์ต่อการพิจารณาของผู้อ่านแผน รวมถึงในบางกรณีที่ผู้ประกอบการ ไม่สามารถระบุ รายละเอียด บางส่วน หรือไม่มีความเข้าใจในเหตุผลของรายละเอียดบางส่วนที่กำหนดไว้ในแผนธุรกิจได้ และไม่ทราบว่ารายละเอียดส่วนใด ที่สามารถเพิ่มเติม หรือตัดทอนออกได้ เนื่องจากไม่เข้าใจถึงที่มา หรือเหตุผลว่าโครงสร้างของแผนธุรกิจที่ตนมีอยู่นั้น ถูกประยุกต์ หรือมีที่มาจากแผนประเภทอื่นตามที่กล่าวมา ทำให้จำนวนหน้าเอกสารของแผนธุรกิจมีมากเกินความจำเป็น และกลายเป็น ภาระของผู้อ่าน หรือผู้พิจารณาแผน ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นสมควรกล่าวถึง ความแตกต่างระหว่างแผนธุรกิจกับ แผนประเภทอื่นๆ เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจ และสามารถประยุกต์รายละเอียดต่างๆ ในการจัดทำแผนธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้โครงสร้าง หรือรูปแบบที่มาจากแผนใดๆก็ตาม

แนวโน้มของธุรกิจโรงเรียนสอนการแสดงในเมืองไทย

คิดว่าในอนาคตผู้คนน่าจะสนใจเรียนวิชาการแสดงกันมากขึ้น เพราะสังคมไม่ได้มองว่านักแสดงเป็นอาชีพเต้นกินรำกินอีกต่อไป แต่เป็นอาชีพที่มีทั้งชื่อเสียง เงินทอง ฯลฯ เชื่อว่าทัศนคติที่เปลี่ยนไปนี้จะทำให้มีโรงเรียนสอนการแสดงเปิดเพิ่มมากขึ้น

แต่การมีโรงเรียนเยอะขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะดีขึ้นในแง่คุณภาพนะคะ เท่าที่เคยศึกษามา บางโรงเรียนก็หลอกเด็ก รับประกันว่าจะได้เป็นดารา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้ารับประกันว่าได้เป็นตัวประกอบแน่ อาจจะพอได้ แล้วบางที่ก็สอนแบบไม่มีทฤษฎี อย่างเช่น จะให้เด็กเล่นบทร้องไห้ ก็ไปกดดันเด็ก เด็กเขาก็ร้องไม่ได้ เล่นไม่ออก (แต่อาจจะร้องเพราะกดดันแทน) คือธรรมชาติคนเราจะร้องไห้ได้ มันต้องมีปัจจัยบางอย่างมากระทบ เช่น ด้วยภาพหรือเสียง

หัวใจสำคัญของธุรกิจนี้

สิ่งสำคัญของธุรกิจ นี้ คือการให้ความรู้กับนักเรียนว่าการแสดงคืออะไร เราต้องพัฒนาหลักสูตรการแสดงให้มีความเป็นจริงมากขึ้น จับต้องได้ ไม่ขายฝัน ให้เด็กพัฒนาตัวเองได้

อย่าง ที่นิวยอร์คเขาให้ความรู้เรื่องการแสดงแก่เด็กในเชิงลึกซึ่งมีประโยชน์มาก ถ้าคุณเป็นนักแสดงที่ดีได้ คุณจะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง เช่น เป็นผู้นำเสนองานที่ดี เป็นนักพูดที่ดี สามารถใช้การสื่อสารทางสายตา (eye contact) ใช้ภาษากายได้ เขาปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้

สิ่งที่นักเรียนจะได้จากโรงเรียนสอนการแสดงของคุณ
การเข้าใจคน เข้าใจชีวิต ช่างสังเกตชีวิต ละเอียดอ่อนกับชีวิต เป็นการเปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว นักแสดงที่ดีไม่จำเป็นต้องมีปริญญาด้านการแสดง แต่จำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจว่าสุดท้ายแล้ว การแสดงไม่ใช่การโชว์ แต่เป็นการเข้าใจบท คนที่ไม่เปิดรับสิ่งแวดล้อมจะเป็นนักแสดงยาก เพราะจะมีแต่ “ตัวกูของกู”
ครู ก็เช่นกัน ต้องเรียนรู้ตัวเองก่อน เล่าถึงความผิดพลาดจากประสบการณ์ให้นักเรียนฟัง นั่นจะทำให้เด็กรู้สึกว่าครูก็เคยผิดนะ แล้วเขาจะเชื่อเราง่ายขึ้น และคนเป็นครูก็ต้องมีความรู้สึกอยากสอน อยากอธิบาย อยากถ่ายทอดด้วย บางทีถ้าดิฉันดูทีวีแล้วรู้สึกว่า ฉากนี้น่าจะเอามาเป็นแบบฝึกหัดสอนนักเรียนได้ ดิฉันก็จะเอามาปรับใช้ในชั่วโมงการสอน ครูก็ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลาเหมือนกัน มิฉะนั้นแบบฝึกหัดก็จะซ้ำๆ กัน ซึ่งถ้าเราเอาแต่แบบฝึกหัดเดิมๆ มาสอน แล้วเราจะแตกต่างจากที่อื่นได้อย่างไร จริงมั้ยคะ?

ฟังดูมีบางอย่างคล้ายๆ กับวิธีคิดของพุทธศาสนา
จะต้องใช้ความรู้สึกจริงๆ เชื่อมโยงกับเรื่องราวจริงๆ ของเรา ถ้าคนบางคนใช้ไม่ถูกก็จะบ่อนทำลายตัวเอง ฉะนั้น เราต้องเอาวิปัสสนาเข้ามาช่วย คือให้จับความรู้สึกตัวเอง ณ ขณะนั้น แล้วมันก็จะค่อยๆ คลายไป ไม่ติดออกไปข้างนอก บางทีคนต่างชาติใช้วิธีแสดงแบบนี้ แต่ติดออกไปข้างนอกด้วย ก็ทำให้เพ้อไป

แต่สำหรับบางคนที่มีเรื่องราวแย่ๆ ในชีวิต เราก็ไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องเรื่องแบบนั้น เพราะการแสดงเราสามารถใช้จินตนาการได้ เอาความมีสติรู้มาจับความรู้สึกตัวเอง อย่างเราโกรธเราก็รู้ว่าโกรธเป็นอย่างไร เมื่อเราจำได้ เราก็จะสามารถเรียกความโกรธนั้นกลับมาใช้ในการแสดงได้อีกหรือ อย่างบางคนร้องไห้แล้วไม่หยุด เราก็จะให้เขาจับความรู้สึกตัวเอง แยกตัวเองออกมาแล้วมองให้เห็นตัวเอง ความรู้สึกก็จะค่อยๆ คลายลง ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอด ออกไปเดี๋ยวก็ลืม วิธีนี้ก็จะช่วยให้เด็กมีสมาธิและไม่เพ้อค่ะ