การจัดทำแผนธุรกิจในระบบการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา

การจัดทำแผนธุรกิจ (Business plan) ในระบบการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาของประเทศไทย โดยจะมีวิชาเกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การจัดทำแผนการตลาดในวิชาการตลาด และการจัดทำแผนกลยุทธ์ในวิชาการวางแผนกลยุทธ์ แต่ทว่าในปัจจุบันที่แผนธุรกิจถือ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการขอรับการสนับสนุนทางการเงิน จากธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ทำให้หัวข้อเกี่ยวกับการจัดทำแผนธุรกิจได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อ หรือหลักสูตรหนึ่งในการเรียนการสอน โดยเฉพาะในคณะ หรือภาควิชาด้านธุรกิจ เช่น การตลาด การบริหารธุรกิจ หรือแม้แต่ภาควิชาอื่นๆที่แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นภาควิชาด้านธุรกิจโดยตรงก็ตาม รวมถึงหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่ได้จัดให้มีการอบรมด้านการจัดทำแผนธุรกิจ แต่เนื่องจากการที่ไม่เคยมีหลักสูตรเกี่ยวกับ การจัดทำแผนธุรกิจมาก่อน รวมถึงการขาดความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ และการใช้ประโยชน์ของแผนธุรกิจในเชิงธุรกิจ ที่มิใช่ในเชิงของการศึกษาด้านการวางแผน ทำให้มีการใช้เนื้อหาของการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ แผนการตลาด แผนกลยุทธ์ ซึ่งถือเป็นวิชาเรียนเดิมที่มีอยู่ในภาควิชาบริหารธุรกิจในสถาบันการศึกษา นำมาประยุกต์ใช้โดยถือว่าเป็นแผนธุรกิจ เนื่องจากมีข้อมูล หรือรายละเอียดหลายๆส่วน ที่เหมือนกับรายละเอียดของแผนธุรกิจที่จำเป็นต้องระบุไว้

แต่ละสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานต่างๆ อาจเลือกรูปแบบเนื้อหาของแผนต่างๆ ในวิชาที่แตกต่างกัน มาปรับใช้ใน การสอน หรือการอบรมเกี่ยวกับการจัดทำแผน ธุรกิจ ทำให้รูปแบบของแผนธุรกิจในแต่ละสถาบันการศึกษา หรือของหน่วยงานต่างๆจะมีรูปแบบของแผนธุรกิจที่แตกต่างกัน โดยบางแห่งมีลักษณะใกล้เคียงกับ การศึกษาความเป็นไปได้ ของโครงการ บางแห่งมีรูปแบบใกล้เคียงกับแผนการตลาด และในบางแห่งมีรูปแบบใกล้เคียงกับแผนกลยุทธ์ รวมถึงกรณีที่ธนาคาร หรือสถาบันการเงินรวมถึงหน่วยงานต่างๆ ได้มีการกำหนดรูปแบบของแผนธุรกิจตามวัตถุประสงค์ หรือความต้องการเฉพาะสำหรับ ของหน่วยงานตน จึงอาจมีการเพิ่มเติม หรือขยายรายละเอียดในหัวข้อของแผนธุรกิจขึ้นไปอีก เช่น เพิ่มเติมในส่วนแผนปฏิบัติการ (Action plan) แผนประเมินความเสี่ยง (Risk assessment plan) หรือบางแห่งยังเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินตนเอง (Self assessment) หรือการประเมินเกี่ยวกับความพร้อมในการเป็นผู้ประกอบการเข้ามาในตัวแผนธุรกิจที่กำหนดขึ้น ซึ่งแผนธุรกิจจาก สถาบันการศึกษา หรือจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินดังกล่าวนี้ ได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่ผู้ประกอบการในวงกว้าง จนทำให้เข้าใจว่า เป็นรูปแบบมาตรฐานของแผนธุรกิจ แต่จากการเพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆเหล่านี้ในแผนธุรกิจของแต่ละหน่วยงาน หรือสถาบันการเงิน ที่กำหนดขึ้นนี้ ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อเสียหาย หรือไม่สามารถนำมาใช้เป็นแผนธุรกิจได้แต่อย่างใด ซึ่งจากการที่การขาดความเข้าใจ ถึงข้อแตกต่าง ระหว่างแผนธุรกิจกับแผนประเภทอื่นๆอย่างชัดเจนนี่เอง ทำให้ในบางครั้งแผนธุรกิจที่จัดทำขึ้นมีข้อมูลบางส่วน ที่ไม่มีความจำเป็น หรือไม่มีประโยชน์ต่อการพิจารณาของผู้อ่านแผน รวมถึงในบางกรณีที่ผู้ประกอบการ ไม่สามารถระบุ รายละเอียด บางส่วน หรือไม่มีความเข้าใจในเหตุผลของรายละเอียดบางส่วนที่กำหนดไว้ในแผนธุรกิจได้ และไม่ทราบว่ารายละเอียดส่วนใด ที่สามารถเพิ่มเติม หรือตัดทอนออกได้ เนื่องจากไม่เข้าใจถึงที่มา หรือเหตุผลว่าโครงสร้างของแผนธุรกิจที่ตนมีอยู่นั้น ถูกประยุกต์ หรือมีที่มาจากแผนประเภทอื่นตามที่กล่าวมา ทำให้จำนวนหน้าเอกสารของแผนธุรกิจมีมากเกินความจำเป็น และกลายเป็น ภาระของผู้อ่าน หรือผู้พิจารณาแผน ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นสมควรกล่าวถึง ความแตกต่างระหว่างแผนธุรกิจกับ แผนประเภทอื่นๆ เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจ และสามารถประยุกต์รายละเอียดต่างๆ ในการจัดทำแผนธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้โครงสร้าง หรือรูปแบบที่มาจากแผนใดๆก็ตาม

แนวโน้มของธุรกิจโรงเรียนสอนการแสดงในเมืองไทย

คิดว่าในอนาคตผู้คนน่าจะสนใจเรียนวิชาการแสดงกันมากขึ้น เพราะสังคมไม่ได้มองว่านักแสดงเป็นอาชีพเต้นกินรำกินอีกต่อไป แต่เป็นอาชีพที่มีทั้งชื่อเสียง เงินทอง ฯลฯ เชื่อว่าทัศนคติที่เปลี่ยนไปนี้จะทำให้มีโรงเรียนสอนการแสดงเปิดเพิ่มมากขึ้น

แต่การมีโรงเรียนเยอะขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าจะดีขึ้นในแง่คุณภาพนะคะ เท่าที่เคยศึกษามา บางโรงเรียนก็หลอกเด็ก รับประกันว่าจะได้เป็นดารา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ถ้ารับประกันว่าได้เป็นตัวประกอบแน่ อาจจะพอได้ แล้วบางที่ก็สอนแบบไม่มีทฤษฎี อย่างเช่น จะให้เด็กเล่นบทร้องไห้ ก็ไปกดดันเด็ก เด็กเขาก็ร้องไม่ได้ เล่นไม่ออก (แต่อาจจะร้องเพราะกดดันแทน) คือธรรมชาติคนเราจะร้องไห้ได้ มันต้องมีปัจจัยบางอย่างมากระทบ เช่น ด้วยภาพหรือเสียง

หัวใจสำคัญของธุรกิจนี้

สิ่งสำคัญของธุรกิจ นี้ คือการให้ความรู้กับนักเรียนว่าการแสดงคืออะไร เราต้องพัฒนาหลักสูตรการแสดงให้มีความเป็นจริงมากขึ้น จับต้องได้ ไม่ขายฝัน ให้เด็กพัฒนาตัวเองได้

อย่าง ที่นิวยอร์คเขาให้ความรู้เรื่องการแสดงแก่เด็กในเชิงลึกซึ่งมีประโยชน์มาก ถ้าคุณเป็นนักแสดงที่ดีได้ คุณจะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง เช่น เป็นผู้นำเสนองานที่ดี เป็นนักพูดที่ดี สามารถใช้การสื่อสารทางสายตา (eye contact) ใช้ภาษากายได้ เขาปลูกฝังให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้

สิ่งที่นักเรียนจะได้จากโรงเรียนสอนการแสดงของคุณ
การเข้าใจคน เข้าใจชีวิต ช่างสังเกตชีวิต ละเอียดอ่อนกับชีวิต เป็นการเปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว นักแสดงที่ดีไม่จำเป็นต้องมีปริญญาด้านการแสดง แต่จำเป็นต้องเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจว่าสุดท้ายแล้ว การแสดงไม่ใช่การโชว์ แต่เป็นการเข้าใจบท คนที่ไม่เปิดรับสิ่งแวดล้อมจะเป็นนักแสดงยาก เพราะจะมีแต่ “ตัวกูของกู”
ครู ก็เช่นกัน ต้องเรียนรู้ตัวเองก่อน เล่าถึงความผิดพลาดจากประสบการณ์ให้นักเรียนฟัง นั่นจะทำให้เด็กรู้สึกว่าครูก็เคยผิดนะ แล้วเขาจะเชื่อเราง่ายขึ้น และคนเป็นครูก็ต้องมีความรู้สึกอยากสอน อยากอธิบาย อยากถ่ายทอดด้วย บางทีถ้าดิฉันดูทีวีแล้วรู้สึกว่า ฉากนี้น่าจะเอามาเป็นแบบฝึกหัดสอนนักเรียนได้ ดิฉันก็จะเอามาปรับใช้ในชั่วโมงการสอน ครูก็ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลาเหมือนกัน มิฉะนั้นแบบฝึกหัดก็จะซ้ำๆ กัน ซึ่งถ้าเราเอาแต่แบบฝึกหัดเดิมๆ มาสอน แล้วเราจะแตกต่างจากที่อื่นได้อย่างไร จริงมั้ยคะ?

ฟังดูมีบางอย่างคล้ายๆ กับวิธีคิดของพุทธศาสนา
จะต้องใช้ความรู้สึกจริงๆ เชื่อมโยงกับเรื่องราวจริงๆ ของเรา ถ้าคนบางคนใช้ไม่ถูกก็จะบ่อนทำลายตัวเอง ฉะนั้น เราต้องเอาวิปัสสนาเข้ามาช่วย คือให้จับความรู้สึกตัวเอง ณ ขณะนั้น แล้วมันก็จะค่อยๆ คลายไป ไม่ติดออกไปข้างนอก บางทีคนต่างชาติใช้วิธีแสดงแบบนี้ แต่ติดออกไปข้างนอกด้วย ก็ทำให้เพ้อไป

แต่สำหรับบางคนที่มีเรื่องราวแย่ๆ ในชีวิต เราก็ไม่จำเป็นต้องไปแตะต้องเรื่องแบบนั้น เพราะการแสดงเราสามารถใช้จินตนาการได้ เอาความมีสติรู้มาจับความรู้สึกตัวเอง อย่างเราโกรธเราก็รู้ว่าโกรธเป็นอย่างไร เมื่อเราจำได้ เราก็จะสามารถเรียกความโกรธนั้นกลับมาใช้ในการแสดงได้อีกหรือ อย่างบางคนร้องไห้แล้วไม่หยุด เราก็จะให้เขาจับความรู้สึกตัวเอง แยกตัวเองออกมาแล้วมองให้เห็นตัวเอง ความรู้สึกก็จะค่อยๆ คลายลง ไม่มีอะไรอยู่กับเราไปตลอด ออกไปเดี๋ยวก็ลืม วิธีนี้ก็จะช่วยให้เด็กมีสมาธิและไม่เพ้อค่ะ

ธุรกิจการศึกษา เป็นการจัดการศึกษา

 

ธุรกิจการศึกษา เป็นการจัดการศึกษาซึ่งเอกชนเป็นหน่วยรับภาระการจัดการการศึกษาทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษา การจัดการดังกล่าวจำเป็นต้องให้ผู้เรียนเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการเรียนทั้งหมดสำหรับบางความรู้จะเน้นธุรกิจการศึกษาระดับอุดมศึกษาเท่านั้น

รูปแบบของธุรกิจการศึกษาอาจจะจัดในรูปของหลักสูตรระยะสั้น ระยะยาว เป็นทางการ กึ่งทางการโดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เข้ารับการศึกษาได้เพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ กระบวนการ และความชำนาญในศาสตร์ใดก็ได้ ดังนั้นจึงมีตั้งแต่โรงเรียนกวดวิชา ซึ่งอาจจะไม่มีสถานที่ของตนเองเป็นการเช่าสถานที่ ห้องเรียนเพียงห้องสองห้องไปจนกระทั่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีเนื้อที่หลายร้อยไร่ ต้องการเรียนหลากหลายมีผู้เรียนนับหมื่นคน

การจัดการการศึกษาไม่ว่ารูปแบบใดจะต้องมีการขออนุญาตมีหน่วยงานที่ควบคุมมาตรฐาน หลักสูตร กระบวนการหรือมีใบอนุญาตให้จัดตั้ง

ผู้ที่อยู่นอกวงการการศึกษาบางครั้งอยากตั้งสถานศึกษาขึ้น ด้วยคิดว่าเป็นธุรกิจที่มั่นคง เพราะคนเราต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว นอกจากนี้การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และมีคนในประเทศอีกมากมายที่ต้องการรับการศึกษา ดังนั้น ถ้าทำธุรกิจทางการศึกษาก็จะได้กำไรมากว่าจะขาดทุนหรือล้มละลาย

เป้าหมายธุรกิจ เป้าหมายทางธุรกิจมักจะมุ่งไปสู่การพัฒนาองค์กรให้สามารถมีวัตถุดิบที่ดี มีกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ ลงทุนน้อยได้ผลผลิตสูง มีตลาดรองรับและสามารถทำผลประโยชน์ได้สูงสุด แต่เป้าหมายทางธุรกิจการศึกษามีความแตกต่างอย่างมาก เพราะวัตถุดิบนั้นเป็นมนุษย์ไม่ใช่วัตถุที่สามารถจะเลือกได้ให้เหมือนกันได้หมด ความแตกต่างหลากหลายของปัจจัยนำเข้าระหว่างธุรกิจ กับธุรกิจการศึกษาจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ปัจจัยนำเข้าของธุรกิจการศึกษาก็เป็นลูกค้าของสถาบันการศึกษาซึ่งต้องเสียเงินเข้ามารับบริการการศึกษา ธุรกิจการศึกษาจึงเป็นธุรกิจที่ซับซ้อน เป้าหมายธุรกิจการศึกษาจะต้องแตกต่างจากเป้าหมายทางธุรกิจ นั่นคือ โดยปรัชญาแล้วสถาบันการศึกษาจะต้องเป็นสถาบันที่ไม่มุ่งหวังกำไร (Non Profitable organization) ผู้ทำธุรกิจอาจแย้งอยู่ว่าทำธุรกิจไม่หวังกำไร จะทำไปทำไม

ที่จริงคำว่ากำไรอาจจะไม่ได้มีหน่วยเป็น “เงิน” เสมอไปในธุรกิจการศึกษาอาจจะหมายถึง กำไรที่ได้พัฒนาคนที่มีความรู้และมีคุณภาพให้แก่สังคมมากขึ้น แต่แน่นอนการจัดการธุรกิจการศึกษาจะต้องมีการจัดการให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้พอที่จะใช้จ่ายและดำรงธุรกิจให้ก้าวต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจแฟรนไชส์การศึกษาเลือกอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

77752

ธุรกิจแฟรนไชส์การศึกษาอัตราการเติบโตที่ขยายมากขึ้น โดยเฉพาะแฟรนไชส์สถาบันสอนภาษาถือได้ว่ามาแรงที่สุดและยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่จะลงทุนเปิดแฟรนไชส์สถาบันสอนภาษาให้ได้รับความคุ้มค่ามากที่สุดจะต้องมุ่งเน้นในด้านต่างๆเหล่านี้
หลักสูตรการเรียนการสอนต้องมีจุดเด่นและเป็นมาตรฐานโดยจะต้องมุ่งเน้นการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ โดยผนวกความเบสิกสไตล์เด็กๆ เข้ากับหลักการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ เน้นพัฒนาทักษะด้านภาษาโดยเริ่มจากฟังและพูด สร้างความรู้สึกชอบภาษาให้เกิดขึ้นก่อน พร้อมตามด้วยอ่านและเขียน จะต้องเรียนสนุก ไม่น่าเบื่อโดยจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนด้วยการนั่งโต๊ะอยู่กับที่ เป็นการเรียนร่วมกับกิจกรรมสันทนาการสร้างสรรค์ ตำราเรียนและแบบฝึกหัดต้องได้มาตรฐานระดับสากล จะเป็นแนวทางในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศอย่างถูกต้อง อีกทั้งเหมาะสมกับผู้เรียน ซึ่งข้อควรระวังพบว่าบางสถาบันจัดพิมพ์ตำราขึ้นมาใช้เอง บางสถาบันถ่ายเอกสารเขามาอย่างไม่กลัวเกรงเรื่องลิขสิทธิ์ จะแน่ใจได้อย่างไรว่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน

สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนต้องมีความทันสมัยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้เรียน จะช่วยทำให้ผู้เรียนเข้าใจการเรียนมากขึ้น หากสถาบันใดไม่มีสื่อที่ทันสมัยก็จะเป็นวิธีการเรียนการสอนแบบเดิมๆ

ครูต้องมีประสบการณ์สอนและได้รับการฝึกอบรมด้านการสอนภาษามาโดยเฉพาะ จะต้องผ่านการทดสอบและฝึกอบรมจากทางสถาบันด้านการสอนภาษาแนวทฤษฎีใหม่

หลักสูตรต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและให้ทันสมัยตลอดเวลา ควรมีการพัฒนาหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอและปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่ตลอด

แฟรนไชส์ที่ดีต้องมีรูปแบบการการลงทุนที่คุ้มค่าและเหมาะสม สำหรับมือใหม่แล้วการเป็นเจ้าของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แน่นอนย่อมเลือกที่ต้องคุ้มค่าต่อการลงทุน การดำเนินการง่าย สะดวกและปลอดภัย และต้องเชื่อถือได้เป็นที่ยอมรับ และจะต้องมีระบบงานที่ดีและมีการสนับสนุนทางด้านต่างๆจะเห็นได้ว่าการลงทุนในธุรกิจการศึกษานั้น โอกาสแห่งความสำเร็จยังมีอยู่มากเพียงแต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจในธุรกิจเหล่านี้มีความตั้งใจจริงและเริ่มต้นอย่างถูกต้อง ก็จะส่งผลธุรกิจประสบความสำเร็จไปได้

แฟรนไชน์การศึกษาธุรกิจที่น่าลงทุนในปี 2013

แฟรนไชน์การศึกษาธุรกิจที่น่าลงทุนในปี 2013

การเติบโตของธุรกิจแฟรนไชน์ sme เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งเศรษฐกิจไทยก็ไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่มีการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถเติบโตได้เรื่อยๆ ธุรกิจแฟรนไชน์มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งทางด้านการลงทุนของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชน์ และผู้ประกอบการที่นำธุรกิจของตนเองเข้าสู้ธุรกิจรูปแบบแฟรนไชน์  และธุรกิจที่มีโอกาสเจริญเติบโตขึ้นมากกว่าธุรกิจ sme อื่นๆ เห็นจะเป็น ธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม เบเกอรี่ และธุรกิจแฟรนไชน์การศึกษา

ในปีนี้แนวโน้มขยายกิจการแฟรนไชน์ ถือว่าเป็นไปได้สูง จากผู้ที่ต้องการหารายได้เพิ่มขึ้น และค่าครองชีพที่เพิ่มมากขึ้นที่ทำให้ธุรกิจมีความก้าวหน้าต่อไป แต่ในขณะนี้มีผู้ที่สนใจทำธุรกิจแฟรนไชน์เพิ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มนักศึกษาที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง กลุ่มผู้ที่ออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัว กลุ่มคนที่ต้องการมีรายได้เสริม และคนที่กำลังตกงาน ผู้ต้องการซื้อแฟรนไชน์มีมากขึ้นเรื่อยๆที่ต้องอาศัยการศึกษาหาความรู้ในกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ อย่างละเอียด ดังนั้นจะเห็นได้ว่าธุรกิจที่ไม่ได้มาตรฐานหรือธุรกิจที่ไม่มีการศึกษาการลงทุนมาเป็นอย่างดีเริ่มลดลงหายไปจากตลาด อีกทั้งผู้ลงทุนหลายรายประสบปัญหาแฟรนไชน์ที่ขาดทุน ทำให้ผู้ตัดสินใจซื้อต้องศึกษาอย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้น

ธุรกิจแฟรนไชน์ที่ใช้เงินลงทุนต่ำและได้ผลกำไรไม่มาก ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนเห็นถึงความแตกต่างในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชน์กับการทำงานประจำ ไม่รู้สึกถึงความก้าวหน้า ทำให้เบื่อ และล้มเลิกกิจการไป ซึ่งทำให้ผู้ขายธุรกิจแฟรนไชน์เกิดปัญหา จะเห็นได้จากที่ผู้ซื้อแฟรนไชน์เริ่มลงทุนกับแฟรนไชน์ที่น่าเชื่อถือมากกว่าธุรกิจแฟรนไชน์ที่มีการลงทุนต่ำ ธุรกิจแฟรนไชน์ประเภทการศึกษาก็มาแรงไม่แพ้กัน เนื่องจากไทยกำลังจะเข้าสู่โลกอาเซียน AEC ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องการให้บุตรหลานมีความรู้ด้านภาษา และให้ความสำคัญทางด้านความรู้ความสามารถด้านนี้ให้มากพอสมควร ด้วยเหตุนี้เองธุรกิจทางด้านการศึกษาจึงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ